หน้าแรก

รูปลักษณ์เรือแข่งเมืองน่าน

เรือแข่งเมืองน่านเป็นเรือแข่ง ที่ขุดจากไม้เนื้อแข็ง ส่วนใหญ่ทำจากไม้ตะเคียนทอง มีความยาวประมาณ ๙ – ๑๒ วา( ๑๘–๓๒ เมตร ) เพราะมีความเชื่อว่า ไม้ตะเคียนเป็นต้นไม้ที่มีผีสางรุกขเทวดาอารักษ์สิงสถิตอยู่ เมื่อนำมาขุดเรือและดูแลรักษาให้ดีจะมีคุณ แต่เหตุผลที่แท้จริงไม้ตะเคียนเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงทนทาน ไม่ผุกร่อนง่ายอีกทั้งเป็นไม้ที่ลอยน้ำได้ดี แต่มีเรือแข่งเมืองน่าน บางลำพบว่าขุดจากไม้ชนิดอื่นแทน เช่น ไม้สัก ( เรือเทพสักทอง บ้านร้องตอง อำเภอภูเพียง ขุด พ.ศ. ๒๕๐๐ ) ,ไม้ประดู่ ( เรือคำแดงเทวี บ้านนาเตา อำเภอท่าวังผา ขุด พ.ศ. ๒๓๙๐ ) , ไม้จำปีป่า ( เรือเพชรจำปี บ้านต้นฮ่าง อำเภอท่าวังผา ขุด พ.ศ. ๒๔๙๘ ) , ไม้งิ้ว ( เรือเทพทันใจ บ้านท่าดอนไชย อำเภอเวียงสา ขุด พ.ศ. ๒๕๔๘ ) วิวัฒนาการของการขุดเรือแข่งเมืองน่าน สามารถแบ่งได้ตามลักษณะ การขุดเรือได้ ๒ ยุค ดังนี้คือ

๑. ยุคดั้งเดิมเมืองน่าน
เป็นการขุดเรือเรือแข่งแบบเก่าแก่ของ จังหวัดน่านที่ขุดโดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่น กล่าวคือ เมื่อได้ไม้ซุงมาแล้วก็พิจารณารูปทรง โดยทั่วไปมักจะใช้ด้านโคนของซุงเป็นหัวเรือ แต่ก็มีช่างบางคนที่ใช้ส่วนปลายซุงเป็นส่วนหัวเรือ

การขุดเรือแบบดั้งเดิม หลังจากเปิดปีกไม้เป็นรูปสี่เหลียมแล้วจะขุดด้วยสิ่วขนาดใหญ่หรือขวานโยน หรือขวานมะหลู โดยจะทำการถากไม้ซุงด้านนอกให้เป็นรูปทรงกลมของท้องเรือแข่งซึ่งลักษณะของ ท้องเรือแข่งแบบนี้จะไม่ราบเรียบ เนื่องจากมีรอยขวานถากไว้ และจะเริ่มเจาะขยายด้านในให้เป็นร่องของเรือ ลักษณะเหมือนรางใส่อาหารหมู และตรงร่องกลางจะทำเป็นสันนูนหนากว้าง ๖ – ๑๐ นิ้ว ตลอดลำเรือ ซึ่งลักษณะคล้ายกับกระดูกงูของเรือแข่งในยุคปัจจุบัน เรือแข่งแบบดั้งเดิมของเมืองน่านจะมีท้องร่องของเรือตลอดถึงความกว้างของ เนื้อไม้ระหว่างกราบด้านนอกถึงกราบด้านในกว้างและหนามาก หลังจากนั้นช่างจะใช้ไม้เนื้อแข็งหนา ๒ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้ว ยาว ๑๐ นิ้ว ประกบยึดติดกับด้านในของท้องเรือ ทั้งซ้ายและขวา เรียกว่า ไม้ขั้นตัน และใช้ไม้ลูกประสัก คือ การถากไม้ให้แหลมเล็กมีรูปร่างคล้ายตะปูยาวประมาณ ๓ – ๕ นิ้ว ตอกสลักยึดไว้ หลังจากนั้นใช้ไม้ที่มีความหนา ๑ นิ้ว กว้าง ๘ – ๑๐ นิ้ว มีความยาวเท่ากับความกว้างของเรือวางพาดบนไมที่มีสลักยึดไว้ เพื่อใช้เป็นที่นั่งของฝีพายเรือแข่ง

เรือแข่งเมืองน่าน จะไม่มีการวางรางเรือหรอตอหม้อเรือ แต่จะมีกราบเรือประกบทั้งสองข้าง และนำ “ขี้ขะย้า” คือ การนำเอากวาง ( ยางไม้ชนิดหนึ่งมีสีน้ำตาล ) และน้ำมันยางมาต้มให้ละลายเข้าด้วยกัน ถ้าต้องการให้ขี้ขะย้าเป็นสีขาวก็จะนำไปต้มกับไม้ผลที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว มะเฟือง ฯลฯ ในการต้มนั้นต้องสังเกตว่าขี้ขะย้าเหลวหรือข้นไปหรือไม่ ถ้าข้นก็ต้องเติมน้ำมันยางลงไป ถ้าไม่เหนียวหรือเหลวเกินไปก็เติมกาวลงไป ถ้าเห็นว่าเหมาะสมดีแล้ว ต้องรอให้ขี้ขะย้าเย็นลงแต่ต้องไม่รีบร้อนหรือเย็นเกินไปเพราะจะสามารถปั้น ให้กลมยาวเรียว และ นำไปทาบกับปิดแนวไม้ขอบด้านนอกลำเรือระหว่างลำเรือกับกราบเรือ และส่วนที่เป็นการต่อของไม้หรือ รูที่เกิดจากการขุดเรือเพื่อกันไม่ให้น้ำรั่วซึมเข้ามาในตัวเรือ ซึ่งต่อมาคนเมืองน่านนิยมเรียกเรือแข่งแบบดั้งเดิมของเมืองน่านว่า “เรือขี้ขะย้า”

เนื่องจากเรือขี้ขะย้าเป็นเรือที่มีความหนาระหว่าง กราบเรือด้านนอกและกราบเรือด้านในของลำตัวเรือค่อนข้างจะหนา ( ๖ – ๑๐ นิ้ว ) โดยเฉพาะท้องเรือ ทำให้น้ำหนักของเรือมีน้ำหนักมาก ดังนั้นในสมัยก่อนชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีเรือแข่งจึงนิยมทำโรงเก็บเรือติด กับตลิ่ง เวลาจะเอาเรือลงหรือขึ้นก็ใช้แรงคนลากให้ลื่นไหลโดยใช้ต้นกล้วย กาบมะพร้าว หรือท้อนไม้ขนาดเท่าขาเป็นหมอนหนุนเพื่อให้เรือไหลลื่นง่ายขึ้น

๒. ยุคปัจจุบัน
เป็นยุคที่เริ่มนำเอาช่าง ขุดเรือมาจากต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะเป็นภาคกลาง หรือภาคใต้ อาทิเช่น จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก ชุมพร สุราษฎร์ธานี และจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ จังหวัดกาฬสินธุ์ มาทำการขุดเรือโดยเรือแข่งลำแรกที่นำช่างจากต่างจังหวัดมาขุดคือ เรือบ้านน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา โดยนำช่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์มาขุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ขุดเรือชื่อว่า “นางหงษ์” และเมื่อนำมาลงแข่งขันปรากฏว่า สามารถเอาชนะเรือแข่งแบบดั้งเดิม เลยเลยทำให้เกิดกระแสนำเรือแข่งแบบดั้งเดิมไปดัดแปลงหรือถ้าขุดใหม่ก็จะนำ ช่างจากภาคกลางหรือภาคใต้มาขุด ซึ่งคนเมืองน่านเรียกเรือประเภทนี้ว่า “เรือหงษ์” การขุดเรือยุคปัจจุบันเป็นอิทธิพลของภูมิปัญญาชาวไทยในภาคกลางและภาคใต้ ซึ่งกรรมวิธีการขุดเรือจะใช้เครื่องทุ่นแรง สิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างมาก อีกทั้งจะทำให้ไม่เปลืองไม้ สมมตินำไม้ซุงท่อนหนึ่งมาขุดเรือแข่งแบบดั้งเดิมจะได้เศษไม้ซึ่งใช้ประโยชน์ อะไรไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการขุดเรือแข่งในยุคปัจจุบันไม้ที่ได้จากการขุดเรือแข่งสามารถ เลื่อยแปรรูปและนำไม้ไปใช้เป็นองค์ประกอบต่างๆ และนำไปตบแต่งเรือแข่งได้อีกมาก

การขุดเรือยุคปัจจุบัน

การขุดเรือในยุคปัจจุบันเริ่มจากการได้ไม้ซุง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้ตะเคียนมาเรียบร้อยแล้วก็จะพิจารณาว่าจะเอาส่วนใดเป็น ส่วนหัวเรือหรือท้ายเรือ ช่างขุดเรือจะใช้เลื่อยโซ่ หรือเลื่อยไฟฟ้า เปิดปีกไม้ออกให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม และเปิดตรงกลางให้เป็นรูปตัววี และ ใช้ขวานมะหลู ฟันถากเปิดปาก ตกแต่งภายในให้เป็นรูปร่างเรือแข่งแล้วเลื่อยเฉียงเปิดด้านข้างทั้งสองข้าง เพื่อทำเป็นท้องเรือ ใช้กบไสให้เรียบตลอดลำเรือ และฟันถากตกแต่งด้านบนของท้องเรือให้เป็นรางคล้ายรางใส่อาหารหมู ซึ่งจะได้เรือแข่งแบบหยาบๆ ที่เรียกว่า “โกลนเรือ” แล้วก็คว่ำโกลนเรือลง และนำเศษไม้ที่ถากออกมาสุมเป็นกองไฟตลอดลำเรือ เพื่อใช้ความร้อนลนจนน้ำมันของไม้ตะเคียนไหลเยิ้มออกมา นั่นหมายถึงความร้อนจะทำให้เนื้อไม้ขยายตัวและจะใช้ปากกางัดกราบเรือทั้งสอง ข้างออกแล้วใช้ไม้ค้ำกราบเรือ ทิ้งไว้จนเนื้อไม้เย็นลง ซึ่งการทำลักษณะอย่างนี้ ภาษาเรือแข่งเรียกว่า “เบิกเรือ” หรือ เมืองน่านเรียกว่า “บี่เฮีย” ซึ่งต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เร่งรีบเพื่อจะให้กราบเรือกว้างได้ตามขนาด ที่ต้องการ ซึ่งถ้ารีบร้อนจะทำให้ไม้บิดเบี้ยว โค้งงอ หรืออาจทำให้เนื้อไม้แตก หรืออาจทำให้เรือแข่งมีรอยร้าวไม่สมบูรณ์ อีกทั้งขนาดความกว้างของเรือตลอดลำไม่เท่ากัน เฉลี่ยประมาณ ๘๐ – ๑๕๐ เซนติเมตร

เมื่อเบิกเรือแข่งได้ตามขนาดที่ต้องการแล้ว ช่างจะทำการตกแต่งความหนาของกราบเรือ เพื่อให้ได้ขนาดความหนาที่ต้องการประมาณ ๒ – ๕ นิ้ว และช่างจะทำการวางรางเรือ โดยการนำไม้มาทำเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมขนาดเท่ากับความกว้างของท้องเรือแข่ง หนาประมาณ ๒ – ๓ นิ้ว วางขวางตลอดลำเรือ ซึ่งจะทำให้เรือแข่งมีความแข็งแรงมั่นคง ไม่เสียรูปทรง

ขั้นตอนต่อมาคือ การทำที่นั่งฝีพายช่างจะนำไม้ขนาดหน้ากว้าง ๓ – ๕ นิ้ว หนา ๑.๕๐ – ๒ นิ้ว มาวางขวางทับบนรางเรือตลอดลำเรือแข่งและจะใช้ไม้หน้ากว้าง ๓ – ๔ นิ้ว หน้า หนา ๑.๕๐ – ๒ นิ้ว มีความยาวของไม้เท่ากับความยาวของลำเรือแข่งมาวางทับบนที่นั่งขันน๊อตติด เพื่อให้ลำเรือแข่งมีโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง

ที่ใต้ที่นั่งฝีพาย ช่างจะใช้หวายรั้งระหว่างขอบเรือแข่งทั้งสองข้างเพื่อป้องกันไม่ให้เรือแข่ง แบะออกมาเกินไป การใช้หวายรั้งดึงเข้าหากันอาจจะขันชะเนาะกระทงเว้นกระทงหรืออาจขันชะเนาะ กระทงต่อกระทงแล้วแต่ความเหมาะสม เพื่อให้รูปทรงลักษณะของลำเรือแข่งมีความแข็งแรง มั่นคง แน่นหนา อีกทั้งเป็นจุดที่ช่างจะปรับแต่งโครงสร้างของเรือแข่งว่าจะให้ส่วนหัวเรือ หรือส่วนท้ายเรือของลำเรือแข่งเชิดขึ้น – ลงเท่าใด ซึ่งจะสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของเรือแข่งบนผิวน้ำเวลาฝีพายพายเรือ ซึ่งจะส่งผลทำให้เรือแข่งลำนั้นวิ่ง หรือ ไม่วิ่ง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของช่างแต่ละคนที่จะคอยปรับแต่ง แก้ไขตลอดเวลาขณะเข้าร่วมแข่งขัน

ต่อจากนั้นช่างจะใช้ไม้หน้ากว้าง ๔ – ๕ นิ้ว ยาวตลอดลำเรือแข่งเสริมด้านข้างเป็นกราบเรือยึดติดกับตัวเรือแข่งเพื่อให้ ตัวเรือแข่งสูงขึ้นแล้วใช้ชันผสมน้ำมันยางทาทับบริเวณรอยต่อ เพื่อไม่ให้น้ำรั่วซึมเข้าลำเรือแข่ง และช่างก็จะตกแต่งด้านนอกของเรือแข่งให้เรียบร้อยและใช้กบไฟฟ้าไสท้องเรือ แข่งให้เรียบ ซึ่งอาจจะเป็นรูปทรงกลม แบน ป้าน แล้วแต่เทคนิคและภูมิปัญญาของช่างแต่ละคน

สำหรับส่วนหัวและท้ายเรือแข่ง ช่างจะตัดและปรับแต่งตามแนวเฉียงรูปปากฉลาม เพื่อนำไปประกอบกับกัญญาหัวและกัญญาท้ายตามรูปแบบของเรือแข่งเมืองน่านต่อไป

ส่วนประกอบของเรือแข่งเมืองน่าน

โขนเรือ หรือ หัวโอ้เรือ
เป็นไม้แกะสลักรูปหัวพญานาค ซึ่งจะมีส่วนประกอบคือ หงอนหรือนอ และเขี้ยวที่ยาวยื่นออกมาจากริมปากทั้งสองข้าง อ้าปากโชว์เขี้ยวโง้งโผล่ออกมาตรงกลาง มีหู แก้ม ลูกตา จมูก ( หมกขี้หมก ) เขี้ยวแต เขี้ยวฟอง ( เขี้ยวธรรมดาภายในปาก ) อาจจะมีกระดิ่งแขวนเพื่อให้เกิดเสียงดังเวลาเรือแข่งแล่นในน้ำ ดวงตาทำด้วยลูกแก้วสีแดง ส่วนหัวจะประดับด้วยกระจกสี ส่วนลวดลายที่แกะสลักจะระบายด้วยสีแดง ดำ สลับด้วยสีเขียว สีทอง สีเหลือง และสีขาว ปลายคางจะประดับด้วยพู่ดอกไม้แห้งที่มีกระจกเงาเป็นส่วนประกอบซึ่งเวลา สะท้อนแสงแดดจะเกิดแสงวับวาวเป็นระยะ มองดูน่าเกรงขาม

กัญญาหัว โงนหัว หรือ แก๋นคอ
เป็นส่วนหัวตั้งแต่คอเรือแข่งจนถึงช่วงบริเวณช่วงต่อ ลำเรือแข่ง จะทำด้วยไม้เนื้ออ่อนซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักเบามีลักษณะงอนโค้งรูปสามเหลี่ยม มุมแหลมเขียนลวดลายไทยเป็นลักษณะลายพื้นเมืองน่าน หรือลายกนก ลายเครือเถา ลายประจำยาม หรือลายเปลว โดยมากมักใช้สีแดงเป็นสีพื้นของการผูกลวดลาย การตกแต่งเส้นหรือขอบของลวดลายจะใช้สีเขียว สีแดง สีทอง สีดำ การตกแต่งทับเส้น หรือขอบของลวดลายจะใช้สีสลับกันเช่น สีแดง สีดำ หรือ สีที่มองดูแล้วเด่นสง่ม

กัญญาท้าย โงนหาง หรือ แก๋นท้าย
เป็นส่วนท้ายเรือแข่งซึ่งต่อจากลำเรือ งอนโค้งไปถึงหางวรรณ ลักษณะเหมือนกัญญาหัว หรือ โงนหัว จะแตกต่างตรงที่ส่วนปลายหางจะมีการนำหางวรรณ ซึ่งเป็นไม้แกะสลักเป็นรูปเครือเถาวัลย์มาสวมใส่และส่วนปลายหางวรรณจะนำตุง ไส้หมู หรือหางสนุก ซึ่งทำจากกระดาษสี ดอกไม้แห้งยาวพลิ้วมาติด ทำให้เวลาเรือแข่งแล่นในน้ำจะพลิ้วปลิวตามลมมองดูสวยงาม สมัยก่อนท้ายเรือแข่งจะมีความแข็งแรงมากโดยที่นายท้ายเรือแข่งสามารถขึ้นไป ยืนและขย่มเรือแข่งเพื่อให้เรือแข่งไหวเอนเสือกไปตามลำน้ำมองดูไกลๆ คล้ายพญานาคกำลังเล่นน้ำ

กัญญาท้าย โงนหาง หรือ แก๋นท้าย
เป็นส่วนท้ายสุดต่อออกมาจากกัญญาท้าย เป็นไม้แผ่นแกะสลัก

เมื่อนำส่วนหัวและหางเรือมาประกอบเข้ากับตัวเรือเรียบ ร้อยแล้วเรียกว่า “กระทายหัว – กระทายท้าย” โดยมีสลักยึดระหว่างหัวและท้ายกับลำตัวเรือแข่ง เรียกว่า “เดือยหางเหย์” แล้วอุดรอยต่อและรอยรั่วของเรือแข่งด้วยขี้ขะย้า หรือใช้น้ำมันเคลือบทาผิดเพื่อป้องกันการรั่วซึม หลังจากนั้นจะนำไปเขียนลวดลายข้างลำเรือแข่งทั้งลำ

ลวดลายบนลำเรือแข่งแบบดั้งเดิม นิยมใช้สี ๔ สี คือ สีแดง สีดำ สีเหลือง และ สีขาว ลวดลายที่ใช้เขียนมีหลายแบบ เช่น ลายดอก อาทิ ดอกผักแว่น ดอกฝ้าย ดอกแก้ว ( ดอกลำดวน ) ลายเถาวัลย์ ลายกนก ลายก้านต่อ ลายเปลว ลายประจำยาม เรือแข่งแต่ละลำจะมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของ แต่ละชุมชน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: